ซินดี้:      สวัสดีค่ะขอต้อนรับสู่ See True Branding คุยทุกสิ่งเรื่อง Brand ซินดี้ค่ะ

แอมค่ะ สวัสดีนะคะ

ซินดี้:      สวัสดีค่ะเราก็มาพบกันอีกครั้งแล้วเน๊าะที่จะมาพูดกันเกี่ยวกับการทำ branding กัน

ค่ะ EP นี้เป็น EP ที่ 6 วันนี้มีอะไรมาคุยให้ผู้ฟังฟังเอ่ย

ซินดี้:      เป็นเรื่องของการยกตัวอย่างของการที่สินค้าและบริการมีการปรับตัว เพื่อจะปรับปรุงแก้ไขให้แบรนด์นั้น อยู่ในตลาดได้อย่างมั่นคงและยาวนาน และ ซินดีก็เลยเห็นว่ามันมีตัวอย่างนึงน่าสนใจซินดีก็เลยเอามาฝากกันค่ะ

สำหรับ EP นี้ชื่อว่า

ซินดี้:      Barbie แบรนด์ที่พร้อมจะไปต่อ ไม่รอให้ตกยุค ที่ทำเสียงสวยขนาดนี้รู้สึกเหมือนไม่เป็นตัวเองเพราะว่าพอเห็นบาร์บี้แล้วมันรู้สึกได้จริงๆ อันนี้ไม่ได้แอ๊บนะ พอนึกถึงบาร์บี้ เห็นบาร์บี้ มันรู้สึกถึงความสวย จะ alert มากๆ ให้สวยเกินบาร์บี้ก็ไม่ได้  ขอกลับมาเป็นตัวเองละกันนะคะ ที่นำเรี่องราวของบาร์บี้มาพูดคุยเนื่อย เพราะการทำ branding นะคะ เมื่อมีจุดเริ่มต้นของการสร้างจนครบแล้วไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสีสัน รูปร่าง แพ็คเก็จ ชื่อ รวมถึงการสร้างตัวตนไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการที่ให้คุณประโยชน์ ให้จุดยืน positioning ของเค้า ให้ในเรื่องของ emotional ต่างๆ แล้ว คุณค่าของแบรนด์ต่างๆ แล้วอันนึงที่มันต้องรันไปพร้อมกับสินค้ากับการทำ branding ของสินค้าคือวันเวลาและอายุของเค้า

ทำไมเหรอมันมีหมดอายุ

ซินดี้:      มันคงห้ามไม่ได้ค่ะ แต่มันคงต้องดึงรั้งให้ยาวนานที่สุด เปรียบเทียบกับคน คนพอเกิดขึ้นมาก็จะเติบโตขึ้นๆ ในช่วงเวลาต่างๆ ก็จะมีบทบาทแล้วก็ยาวไปจนถึงสุดท้าย ก็ยังเชื่ออยู่ว่ามันก็คงไม่ได้มีอะไรที่เป็นนิรันดร์หรอก เพียงแต่เราก็ยืดอายุมันไปดังนั้นการทำ branding ถ้าสิ่งที่ทำมันเกิดขึ้นแล้วการรักษาให้ branding นั้นมีอายุที่ยืนยาวนานก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน และตัวอย่างอันนี้เป็นตัวอย่างที่จะทำให้เราเห็นชัดเจนถึงการให้ความสำคัญ กับ branding สื่อสารได้สวยงามทั้งในเรื่องของภาพลักษณ์ และสวยงามในเรื่องของ emotional ด้วย

แปลว่า branding มีการปรับตัว

ซินดี้:      ปรับตัวค่ะ และปรับปรุงด้วยนะคะ บาร์บี้เนี่ยะ เราคงต้องเห็นกันมาตั้งแต่เด็กๆ เลย จริงๆ บาร์บี้หน้าตาสวยใช่มั้ยคะ รู้มั้ยว่าอายุเท่าไหร่แล้วบาร์บี้ มาถึงวันนี้

เอาซะ 50

ซินดี้:      โอ้โหผมบลอนด์ขนาดนี้ ตาสีฟ้า หน้าตึงมาก

โบ

ซินดี้:      เด็กไปค่ะ เอาจริงๆ แล้วถ้านับอายุของบาร์บี้แล้วเนี่ยะ เราต้องเรียกเค้าว่าเป็นคุณป้าบาร์บี้เลยนะ เพราะว่าบาร์บี้เกิดขึ้นตั้งแต่ปี  1959

โห

ซินดี้:      มายก็อดใช่มั้ย แม่เจ้าแต่ว่าหน้าดึงมากเลย จนปัจจุบันนี้ ปี 2021 ลองนับดูค่ะว่าอายุเท่าไหร่แล้ว

62

ซินดี้:      หกสิบกว่าแล้ว แต่เราก็จะเห็นว่า บาร์บี้ก็ยังรักษาความสวยมาจนถึงทุกวันนี้

แล้วก็ยังเป็นขัวญใจเด็กๆ สาวๆ

ซินดี้:      ใช่แล้วค่ะ แต่ถ้าเราร้อยเรียงตั้งแต่วันแรกจนถึงวันเนี่ยะ เราก็จะรู้ว่าบาร์บี้มีพัฒนาการนะคะ

ไม่ได้สวยมาตั้งแต่เกิดเหรอคะ

ซินดี้:      ไม่ คุณหมอทำอย่างเดียว (หัวเราะ) บาร์บี้มีวิวัฒนาการนั่นก็คือตั้งแต่วันที่บาร์บี้เกิดมาเนี่ยะ ตั้งแต่ปี 1959 มาจนถึงปี 1963 บาร์บี้มีการปรับโฉม ถ้าเปรียบเทียบกับคนแปลว่าเค้าเริ่มจะเปลี่ยน เรื่องของภาพลักษณ์และ จากที่เป็นผมทองๆ ยาวๆ ก็เริ่มสั้นลง เข้ากับยุคสมัยในช่วงระยะเวลานั้น

แปลว่าบาร์บี้เองก็ต้องปรับการแต่งตัวตามเทรนด์แฟชั่นชองเด็กๆ สมัยนั้นว่าชอบอะไรหรือเปล่า

ซินดี้:      ปรับให้เข้ากับยุคสมัยนั้น หลังจากปี 1963 มาถึงปี 1966 บาร์บี้ก็จะเป็นอีกแบบนึงค่ะ ผมสั้น ดูเฉี่ยวๆ หน่อย ไม่เป็นผมยาวละ ก็มีการเปลี่ยนแปลงใช่มั้ยคะ มาถึงปี 1980 ก็มีการเปลี่ยนแปลง แต่ว่าที่เห็นการเปลี่ยนแปลงมากๆ เลย มันจะเข้ามาสู่ปี 1988 คือเปลี่ยนจากผมสีทอง มาเป็นผมสีบลอนด์

พี่แอมเกิดแล้ว

ซินดี้:      เหรอคะ (หัวเราะ) ต้องนับมั้ยคะว่าตอนนี้อายุเท่าไหร่เด็กกว่าคุณป้าบาร์บี้กี่ปี  ไม่ต้องนะก็คือเปลี่ยนจากเทรนด์ผมสีทองมาเป็นผมสีบลอนด์ เพราะว่าต่างชาติเค้าเชื่อว่าผมสีบลอนด์ก็จะแลดูเลอค่าขึ้น ใช่มั้ยคะ สังคมชั้นสูง เป็นคนที่แบบทันสมัยอะไรแบบนี้ค่ะ เมื่อมีการวิวัฒนาการมาจนถึงปี 2015 ก็จะมีการเปลี่ยนลุคให้บาร์บี้ดูสวยหวานอีกครั้งอย่างที่เราเห็นอยู่ทุกวันนี้เพราะว่าแมทธิวเห็นถึงความสำคัญของเรื่องอิมเมจ ถ้าเรามีโอกาสที่จะเข้าไปดูใน google ได้ ภาพของบาร์บี้ที่มีวิวัฒนาการในการเปลี่ยนเรื่องของหน้าตา สีผม เรื่องของวิวัฒนาการต่างๆ เยอะมากเลย  แปดครั้งขึ้นไปแน่นอน

เพราะว่าเค้าต้องการให้ตัวเองไปต่อได้ ไม่ตกยุค

ซินดี้:      บาร์บี้ให้ความสำคัญในเรื่องของการที่ยังเกาะอยู่ในเทรนด์ของตลาดเพื่อที่จะทำให้ตัวเอง ยังคงเป็นผู้นำในเรื่องของของเล่นเด็ก โดยเฉพาะของเล่นเด็กของเด็กผู้หญิงแต่ว่าลึกซึ้งไปกว่านั้นอีกค่ะ  บาร์บี้ครั้งแรกเลยมีการรีแบรนด์  เพราะว่าครั้งแรกที่บาร์บี้เกิด แรงงบันดาลใจการทำบาร์บี้เกิดจากการ์ตูนตัวนึงที่ประเทศเยอรมัน ภาพจากตัวการ์ตูนนั้นเป็นภาพของสาวเซ็กซี่ อกโต ทรงโต ทุกอย่างดูเซ็กซี่ ชอบ โปรยเสน่ห์ดังนั้นมันอาจจะเกิดความเป็นเนคกาทีฟกับผู้ปกครอง อันนี้ก็เป็นสินค้าที่บางที คนซื้อไม่ได้ใช้ คนใช้ไม่ได้ซื้อ คุณแม่ก็คงต้องซื้อให้เด็กๆ ไปก่อน ดังนั้นเมื่อบาร์บี้รู้สึกรับรู้ได้ว่าผู้ปกครองจำนวนไม่น้อยเลยที่รู้สึกเนคกาทีฟกับภาพลักษณ์ ในแบบที่เซ็กซี่โปรยเสน่หซึ่งมันจะทำให้แลดูไค่อยงามนักสำหรับความเป็นผู้หญิง บาร์บี้จึงเปลี่ยนภาพลักษณ์ให้บาร์บี้ในปัจจุบันนี้ ดูสวยหวาน ดูน่ารัก ดูเลอค่า ดูเป็นเจ้าหญิง เพื่อที่จะให้โดนใจคุณพ่อ คุณแม่ ซึ่งเป็น buyer โดยตรง เค้ามีวิธีที่ลึกซึ้งเลยว่า ยอมรีอิมเมจ ใหม่ คือหนึ่งในกระบวนการของการทำ branding เหมือนกัน ทำให้การสื่อสาร มันเป็นการสื่อสารที่ดีต่อใจ สบายใจ มันเป็นภาษาของซินดี้ เน๊าะ ทำให้รู้สึกสบายมใจ แล้วคุณพ่อคุณแม่ก็มีความสบายใจการซื้อให้กับลูกๆ เพื่อให้เป็นแบบอย่างที่ดี

ก็คือ ทำ branding ก็ต้องรู้ว่า คุยกัยใครอยู่เนาะ

ซินดี้:      ใช่คุยกับใครอยู่

ต่อให้คนเล่นเป็นเด็ก แต่คนซื้อเป็นผู้ใหญ่

ซินดี้:      ก็คืออันเนี๊ยะเป็นสิ่งที่อยากจะหยิบยกว่าตัวสินค้าและบริการเมื่อคุณได้สร้างแบรนด์อย่างเป็นกระบวนการแล้ว และคุณได้ขึ้นไปถึงจุดที่ประสบความสำเร็จและอย่าละเลย อย่าปล่อยทิ้งเค้า ก็ต้องดูแลเค้าไปเรื่อยๆ การสร้าง branding สำหรับซินดี้มองว่า เป็นเหมือนการปลูกต้นไม้ เมื่อปลูกให้เค้าได้ก็ต้องดูแลจนกว่าเค้าจะเติบโต ดูแลใส่ยาฆ่าแมลง นุ้นนี่นั่นจนกว่าที่เค้าจะแข็งแรงไปเรื่อยๆ หลักๆ ก็คือ การสร้างความสำเร็จยากเท่าไหร่ การรักษาความสำเร็จ นั้นเอาไว้ยากยิ่งกว่า

แต่ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ ก็คือสามารถทำได้

ซินดี้:      ทำได้ค่ะ เชื่อว่าไม่มีอะไรทีเกินความสามารถของมนุษย์ไปแน่นอน แม้กระทั่งปัจจุบันนี้ ทาง บาร์บี้เองประสบปัญหา disruption ในเรื่องของเทคโนโลยี่ เทรนด์ของเด็กๆ ทีเปลี่ยนไป แต่เชื่อมั้ยว่าตัวของบาร์บี้เองก็พยามปรับตัว เพื่อให้เข้ากับเทรนด์ นอกจากเปลี่ยนแปลงเสื้อผ้าหน้าผมตัวของเค้าแล้ว  เข้าไปแมทช์กับ celebrity ของประเทศนั้นๆ นะคะ ทำให้เข้าถึงเด็กๆ ในมากขึ้น

ก็คือมีการปรับ strategy ด้วย

ซินดี้:      ใช่ ก็เป็นส่วนนึงที่ยังคงทำให้ ตัวของ บาร์บี้ยังคงเดินไปต่อในแบรนด์ที่หนึ่งสำหรับของเล่นเด็กผู้หญิงที่เป็นเลเจนด์ไปแล้วทุกวันนี้

แปลว่ามันไม่มีข้ออ้างว่า ยุคสมัยเปลี่ยนไปแล้วแบรนด์ชั้นทำไม่ทันหรอก มันไม่เกี่ยว อยู่ที่ว่าคุณพร้อมจะไปต่อ คุณไม่อยากตกยุค คุณอยากให้แบรนด์คุณอยู่ คุณก็ต้อง ปรับตัว ปรับปรุง ปรับให้เข้ากับเทรนด์

ซินดี้:      ปรับให้เข้ากับยุคสมัยอยู่ตลอดเวลา แต่ว่าคุณก็ต้องไม่ลืมตัวตนของคุณ คือปรับให้ดูดีขึ้น แต่เนื้อแท้จริงๆ แล้วก็จะไม่ลืมตัวตนของตัวเอง

เหมือนอย่างบาร์บี้

ซินดี้:      ใช่ ถ้าเค้าปรับรูปลักษณ์ หลุดไปเลย อีกแบบนึงที่ไม่ใช่ตุ๊กตาเด็กผู้หญิง ก็คงไม่ใช่ แต่เค้าก็ยังคงแกนของความเป็นตุ๊กตาเด็กผู้หญิงนี่แหละ แต่ภาพลักษณ์ มันก็เหมือนคนธรรมดาเหมือนกันค่ะ และอันเนี๊ยะ  บริบทของตุ๊กตาบาร์บี้เนี่ยะ สะท้อนเรื่องของการทำแบรนด์ ของคนได้ด้วยนะคะ ในการทำ personal branding ได้ด้วย คือในมนุษย์หนึ่งคนอ่ะค่ะ ในวันเวลาที่เราเติบโตไป เราก็จะมีการพัฒนาสร้างมีแบรนด์ต่างๆ ให้แบบเกิดขึ้นแต่ว่าในการพัฒนานั้นให้เป็นไปตามความเหมาะสม อย่างเช่น ภาพลักษณ์ของคนเราจะเคยเห็นธุรกิจ หลายๆ ธุรกิจที่เราเคยคุยกัน ธุรกิจสุขภาพก็จะใช้สีเขียว ก็จะทำให้คนสบายใจ ทำไมในธุรกิจโรงพยาบาลต้องต้องใส่ชุดสีขาวก็จะเป็นการใช้สีสันสร้างให้เกิดความรู้สึกสบายใจ คือตัวบุคคลที่เอามาแมทช์กับสีเหล่านั้น ที่เป็นหนึ่งในทฤษฎีของการสร้างแบรนด์อยู่แล้วเนี่ยะ ทำให้เกิดความสบายใจ

เหมือนกับที่ซินดี้พูดเมื่อกี้ คืออาชีพหมอพยาบาลเมื่อก่อนคนอาจจะรู้สึกว่าหมอและพยาบาลน่าเชื่อถือ การเข้าถึงหมอและพยาบาลเข้าถึงยาก อาชีพหมออาชีพพยาบาลเองก็ต้องเหมือนคล้ายๆ ปรับความเป็น ภาพลักษณ์ของตัวเองให้เข้าถึงได้

ซินดี้:      ใช่ สื่อสารให้เยอะขึ้น มีการเล่นติ๊กต๊อกด้วย ใช่มั้ยคะ ใครบอกว่าเรื่องของติ๊กต็อกเป็นการเล่นสนุกสนานไร้สาระอะไรเงี๊ยะ เอาแต่สนุกอย่างเดียว เราจะเห็นหลายๆ อาชีพ อ่ะ อย่างเงี๊ยะ หมอเนี่ยะ เคยเห็นเลยค่ะ แต่ว่าการสื่อสารในติ๊กต๊อกแบบที่เป็นความรู้  คุณหมอเค้าก็ทำได้น่ารักด้วย

คือหมอเองเค้าก็ไม่อยากตกยุค

ซินดี้:      ใช่ มีการปรับภาพลักษณ์ว่าหมอก็ไม่ได้เป็นอะไรที่เครียด หมอก็เป็นคนนะ  แต่ว่าในการสื่อสารแบบนั้นก็ยังคงในเรื่องของสาระเอาไว้ด้วย นี่คือ branding ใช้ได้กับทุกสาขาอาชีพ ทุกคน ทุกระดับชั้น ขอแค่อย่างเดียวว่า รู้ว่าสิ่งที่คุณกำลังจะไปข้างหน้า คุณอยากได้อะไร คำตอบของสิ่งที่คุณทำ และคุณต้องการรีแอคชั่นจากสิ่งที่คุณสร้างคืออะไร นั่นแหละค่ะ คือ การสร้าง branding ของคุณแล้ว วันนี้น่าจะเป็นประโยชน์บ้างมั้ยคะ

เป็นประโยชน์เบาๆ ฟังเรื่องบาร์บี้เหมือนจะเบาแต่มีสาระมีความรู้อะไรแทรกอยู่เยอะทีเดียว

ซินดี้:      โห ดีเลยค่ะ แต่ตอนนี้หนักมาเพราะซินดี้พยามเกรงให้สวย เหมือนบาร์บี้ เพราะปกติจะไม่ใช่อารมณ์อะไรแบบนี้

ก็ยังได้อยู่เพราะว่า นี่ไงคะคุณป้าบาร์บี้

ซินดี้:      หู ขอบคุณมากเลย (หัวเราะ)  ได้เลยค่ะ วันนี้เราก็คงหมดเวลาดีกว่า EP หน้าก็คงเสาะหาเรื่องราวดีๆ มาคุยกับเพื่อนๆ กับคุณผู้ฟังอีกครั้งหนึ่ง

แต่ว่าถ้าอยากติดตามข่าวสาร หรือว่าความรู้จาก branding กับ  Sita agency มีช่องทางไหนบ้าง

ซินดี้:      มีช่องทางสำหรับอ่าน ก็จะอยู่ใน market plus เป็นนิตยสารสำหรับรายเดือนแล้วก็ลงในเว็บไซต์ของเค้าด้วย ส่วนอีกช่องทางนึงถ้าจะดูในตัวอย่างรูปแบบการทำงานของ Sita หรือลูกค้าที่เราเคยทำๆ มา ก็จะเข้าไปดูได้ใน  www.sitaagencyThailand.com

โอเคค่ะ ถ้าต้องการสอบถามปรึกษาหรือว่าพูดคุย กับคุณซินดี้

ซินดี้:      ได้ค่ะ ยินดี เพราะว่าเรามีการให้คำปรึกษาฟรีอยู่แล้วสำหรับคนที่สนใจทำ branding ที่ line official @sitaagency ค่ะ

ไม่ต้องเป็นลูกค้าก็สามารถทักเข้าไปได้เลยใช่มั้ยคะ

ซินดี้:      ทักได้เลยค่ะเพราะว่าเราก็อยากให้ทุกๆ คนได้มีความรู้ แล้วก็อยากให้มีเรื่องของการทำความเข้าใจในเรื่องของ branding กันได้เยอะๆ เลย

ดีจังเลย

ซินดี้:      ถ้าอย่างนั้นวันนี้คงต้องลากันไปแล้วนะคะ พบกันใหม่ กับสาระดีๆ และเราสองคนสวัสดีค่ะ